เมื่อวาน...คือวันแรกที่รับรู้ว่าต่อจากนี้ไปต้องอยู่แบบคนเดียว (อีกแล้ว) กับหลากหลายอารมณ์ที่ปนเปกันไป ทั้งหวั่นไหว เศร้า พร้อมกันนั้นในส่วนลึกๆ ของใจก็ยังเชื่อมั่นว่ามันจะต้องผ่านไปได้ด้วยดี เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่าน หลังจากที่เมื่อคืนนั่งคิด นอนคิด (อย่างหนัก) พร้อมๆ กับอารมณ์เหงาๆ ในส่วนลึก ที่รู้ว่ายังรอเสียงโทรศัพท์จากเขา (ด้วยความเคยชิน) หากแต่ไม่มีเสียงตอบรับจากใครๆ ทั้งสิ้น จน 4 ทุ่มจึงปิดเครื่อง...นอน....ก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนตี 1 เปิดโทรศัพท์ดู ด้วยความหวังในใจลึกๆ ว่าเขาอาจจะโทรมา...แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น....นอนต่อดีกว่า
วันนี้...คือวันแรกที่รับรู้ว่าต่อจากนี้ไปวันเวลาดีๆ ที่เคยมีเหล่านั้นนับวันจะเริ่มกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำสีจางๆ ตามเวลาที่นับวันจะยิ่งทำให้เราห่างไกลและไกลห่างกันออกไปมากขึ้นๆ มันอาจจะต้องเหนื่อย ต้องเหงา ต้องเจ็บบ้างเวลาที่หวนนึกถึง แต่สัญญาว่าต่อจากนี้ไปหากกลับไปคิดถึงเมื่อไหร่จะมีเพียงรอยยิ้มและความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้กันเสมอมา
ถึงแม้ตลอดเวลาที่ได้รู้จักกันมา..น้อยครั้งนักที่เธอจะแคร์กัน น้อยครั้งนักที่เธอจะดูแลฉัน น้อยครั้งนักที่เธอจะห่วงใยกัน น้อยครั้งนักที่เธอจะรักฉัน บ่อยครั้งที่เธอทำให้ฉันต้องร้องไห้ บ่อยครั้งที่เธอทำให้ฉันเจ็บปวด บ่อยครั้งที่เธอทำให้ฉันน้อยใจ แต่...ฉันรู้ว่าแค่เวลาที่เราได้หัวเราะไปด้วยกันแม้เพียงช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาที มันจะสามารถลบล้างสิ่งไม่ดีเหล่านั้นทั้งหมดได้ เพราะฉันเชื่อเสมอว่า...ความรักคือการให้อภัยซึ่งกันและครั้ง แต่พ่อของฉันเคยบอกว่าอย่าให้อภัยใครเกิน 3 ครั้ง สำหรับเธอ...มันมากกว่านั้นด้วยซ้ำไป
ต่างคนต่างมีเส้นทางชีวิตให้เลือกเดินกันคนละทาง เธอตัดสินใจเสียสละความสุขของตัวเองทั้งหมดเพื่อใครอีกคน ใครอีกคนที่เธอกล้าบอกฉันว่าเขาคือ “ครอบครัว” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เรามันก็เลยเป็นแค่คนนอก ที่เวลาเขาดีกันก็กลายเป็นหมาหัวเน่าหรือสสารที่ไม่มีตัวตนล่องลอยไปเรื่อยๆ แต่หากวันไหนที่เธอต้องการที่ระบายเรามักจะมีคุณค่าขึ้นมาอย่างน่าตกใจ
อยากอวยพรให้นะ...แต่ไม่รู้จะพูดไปทำไม? ในเมื่อทุกวันนี้เธอก็มีความสุขดีอยู่แล้ว เอาเป็นว่า...โชคดีคนละครึ่งแล้วกันนะ